One Season Project > House Project > September 2006

September 2006



Click to View PDF file

http://www.home-room.org/tmp/TROPICAL/o:p>

http://flickr.com/photos/angkrit/

http://angkrit.blogspot.com

รายงานการเดินทาง
เพื่อร่วมนำเสนอผลงานของมูลนิธิที่นา ในนิทรรศการ Tropical Vegetal  : tropical night lost in paradise
Palais de Tokyo
กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส(ฉบับสมบูรณ์)
โดย คณะตัวแทนจากมูลนิธิที่นาระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม-27 สิงหาคม 2549

20 สิงหาคม 2549
   เราออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติเชียงใหม่เวลา 20:40 น. ไม่มีปัญหาอะไร นอกไปจาก นายปพนศักดิ์ ละออ หรือน้อยเนื้อเพื่อนของเราดันมีชื่อไปตรงกับอาชญากรข้ามชาติ แค่ชื่อเท่านั้นยังไม่พอ ยังเกิดวันเดือนปีเดียวกันอีก แต่ปพนศักดิ์ ไม่ใช่อาชญากร ความจริงก็คือความจริงเราผ่านด่านตำรวจกันมาได้แบบทุลักทุเล พวกเรามาถึงสนามบินดอนเมืองเวลาประมาณ 22:00 น. และออกเดินทางต่อด้วยสายการบินไทย ไปยังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสในเวลา 23 : 00 น. พวกเรามาถึงสนามบินนานาชาติชาร์ล เดอ โกล์ ประเทศฝรั่งเศส ด้วยความราบรื่นประดุจลูกแพร ไหมไทยตลอดเส้นทาง กาแฟรสจางและอาหารทั้งสองมื้อบนเครื่องบิน ช่วยให้เช้าวันนี้เป็นเช้าที่สดชื่น สนามบินCDG วุ่นวายตั้งแต่เช้า บันไดเลื่อนที่นี่ชวนให้นึกถึงหนังไซไฟในยุค 70 บริเวณสนามบินคับแคบและไม่สะดวก แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ดูดีมากๆ คือท่อแอร์ ไม่เชื่อใครได้มาลองสังเกตดู ท่อแอร์ที่นี่หล่อมากๆ  

21 สิงหาคม  2549
   คุณโกมินทร์(Komin) ศิลปินชาวลาวเพื่อนรุ่นลุงของพวกเรา และ ซาร่าเพื่อนรุ่นน้องชาวเบลเยี่ยม มารับพวกเราที่สนามบิน ตั้งแต่หกโมงเช้า เราเดินทางเข้าเมืองด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลของคุณโกมินทร์ มายังที่พักในเขตถนนเอเตียง มาแซล ซึ่งเป็นบ้านพักของคุณมาลีโป(Marie-Paule)เพื่อนรุ่นป้าชาวฝรั่งเศส บ้านพักแห่งนี้อยู่บนอาคารสูง 5 ชั้น พวกเราต้องขึ้นบันได สูงถึง 85 ขั้น บันไดแคบๆได้ให้โอกาสพวกเราได้ออกกำลังน่องทุกวันต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย ที่พักแห่งนี้อยู่ห่างจากเซนเตอร์ จอร์จ ปอมปิดู เพียง 3 นาที(ด้วยการเดินทอดน่องที่โป่งจากการขึ้นบันได)รอบๆบริเวณเป็นตลาดและร้าน sex shop ตอนบ่ายวันเดียวกันพวกเราเดินทางมาที่PDT(Palais de Tokyo)เพื่อดูสถานที่ติดตั้งงาน ไม่รอช้าพวกเราเริ่มประชุมงานกันกับน้องแคร์ล(คิวเรเตอร์)น้องนอร่านำกาแฟ illy แก้วเล็กๆมาบริการ ช่วงบ่ายเราเดินทางไปยังสถานทูตไทยเพื่อรายงานตัว เราได้พบกับคุณโอ๋ คุณอรช คุณเหน่ง คุณเก้า และท่านรองเอกอัครราชทูตที่ใจดีเลี้ยงน้ำส้มพวกเราในห้องรับรองสุดหรู เราได้เห็นงานจิตรกรรมที่เขียนขึ้นเมื่อปี 2509 ของศิลปินแห่งชาติ อาจารย์จักรพันธ์ โปษยกฤต เป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ผมนึกในใจ ไม่ว่าไกลแค่ไหนคนไทยก็อุ่นใจใต้ร่มมหาโพธิสมภาร หลังจากได้ประชาสัมพันธ์สิ่งที่พวกเราจะทำกันแล้ว พวกเราทั้งหมดก็ลากลับไปยังที่พักออกเดินหาซื้อขนมปัง ชีส และแฮมไปรับประทานกันที่ด้านหน้าของเซนเตอร์ จอร์จ ปอมปิดู ฝนตกปรอยๆ มีคนพเนจรเป่าแซกโซโฟน ประกอบภาพท้องฟ้าสีเทา นกพิราบสีเทามาแย่งเศษขนมปัง แบบไม่เกรงใจมนุษย์ชาวเอเชียสีเหลือง หนึ่งในพวกเราพูดถึงนกทอดกระเทียมพริกไทย สังเกตจากสายตา ก็พบว่า ตั้งใจอย่างนั้นจริงๆ 

22 สิงหาคม 2549
   เป็นเช้าที่อ่อนเพลียและเมื่อยเนื้อตัวจากการเดินตากฝนปรอยเมื่อวาน พวกเรานอนกันที่ห้องรับแขกที่บ้านของคุณมาลีโป อากาศหนาวตอนกลางคืนทำให้หลับไม่เต็มตื่น แต่ด้วยน้ำใจเอื้อเฟื้อของคุณมาลีโป อากาศเย็นๆในห้องกลับกลายอบอุ่น ประดุจแดดยามเช้าในแถบทรอปิคอล เรามากันที่ PDTด้วยเมโทรเพียงสองต่อ จากเอเตียง มาแซล ไปเปลี่ยนสถานีที่ เซนต์เดนิสและนั่งยาวไปถึงสถานีอัลม่า มาซู ซาร่าช่วยพวกเราได้มากในเรื่องการเดินทาง ปารีสก็เหมือนเมืองใหญ่อื่นๆในโลกนี้ที่เต็มไปด้วยผู้คนและความวุ่นวาย ความน่ารักของปารีส คือการที่คนหลากหลายเชื้อชาติถูกอนุญาตให้ปรากฏตัว จะเห็นโลกอุดมคติได้ที่ในเมโทรผมทำความคุ้นเคยกับกลิ่นปัสสวะของคนจรในเมโทรได้อย่างไม่ยากเย็น เราไปเจอเพื่อนๆอีกหลายคนที่PDT น้องโต้ง นักศึกษาไทยที่เรียนวิชาออกแบบอยู่ที่นี่ ตั้งใจจะมาช่วยพวกเรา หลังจากอาหารเที่ยงแบบง่ายๆและแบ่งปัน เราเริ่มเตรียมงานเตรียมสถานที่กันที่ห้องworkshopชั้นใต้ดิน ที่นี่เป็นอาคารขนาดใหญ่มากๆ มีห้องแสดงผนังสูงหลายห้อง เราอยู่กันที่นี่ตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงสองทุ่มงานไม้งานพลาสติกและงานจิตรกรรม ถูกสร้างขึ้นที่นื่ เราไม่แข็งแรงนัก เพราะเรารู้สึกเหนื่อยมากจากการทำงานเพียงหนึ่งวัน หลังเลิกงานเราเดินเล่นกันไปจนถึงหอไอเฟล เหล็กหนึ่งล้านสามแสนชิ้น เป็นเศษเหล็กที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุดในโลก หอเหล็กเป็นที่ระลึกที่ดีที่สุดสำหรับปารีส ใครๆก็รู้จักที่นี่ ยิ่งช่วงฤดูร้อนแบบนี้ นับได้ว่าที่นี่เป็นศูนย์กลางของโลกสมมุติ โลกแห่งความเป็นจริง ท้องกำลังร้อง ขนมปังเหนียวๆแข็งๆ ถูกยัดเข้าท้องพร้อมกับชีสเค็มกลิ่นฉุน แก้วบอกว่าชีสรสเหมือนปลาเค็ม ผมคิดถึงนกพิราบที่ปอมปิดูมากกว่า เราเริ่มวางแผนเกี่ยวกับนกพิราบอย่างจริงจัง อาหารเย็นที่บ้านเป็นอาหารไทยแม้จะไม่ใช่นกพิราบทอดกระเทียม แต่เป็นต้มยำเห็ดใส่ซูคินี่ บีบเลม่อนและมะเขือเทศลูกใหญ่ อาหารเย็นคืนนี้ค่อนข้างดึก แม้จะหิวและเหนื่อยมาก แต่ก็มีความสุข จากรสสัมผัส ผมจำไม่ได้ว่าได้ซดน้ำต้มยำที่อร่อยอย่างนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แต่เกิดระลึกชาติได้ว่า เมื่อหลายภพหลายชาติก่อนพวกเราเคยเป็นแก๊งโจร ที่ได้ทำการปล้นครั้งใหญ่ร่วมกัน  และก็มีความสุขขณะแบ่งสมบัติกัน ไม่ต่างจากการร่วมกันทานต้มยำในครัวแคบๆของบ้านคุณมาลีโป

23 สิงหาคม 2549
   ฝนตกปรอยที่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์วันนี้มีตลาดนัดวันนี้เป็นวันพุธผมนึกถึงพระพุทธ เราเริ่มต้นทำงานหลังจากปาร์ตี้บาร์บีคิวตอนใกล้เที่ยง ชีส, บาแกต,ไส้กรอกและโคล่าทยอยลงไปนอนในท้องที่ชั้นดาดฟ้าของพิพิธภัณฑ์ มีเพื่อนๆหลายคนมาเยี่ยม เราได้พบ มาโกโตะ มอลลี่ และ เจนนี่ ลุงไรน์ฮาร์ด คุณเก้าและคุณชะ การทำงานวันนี้ราบรื่นประดุจลูกแพร ไหมไทย ศูนยศิลปาชีพบางไทร อากาศเย็น น่านอน ใกล้ๆกับหอไอเฟล ผมกับน้อยเนื้อแอบอู้ไปนั่งร้านกาแฟหลังอาหารเที่ยง ผมกินช๊อกโกแลตร้อน กับทาร์ตแอปเปิ้ลมาโกโตะกับน้อยเนื้อเลือกดื่มเอสเปรสโซ อีกครั้งที่กาแฟร้อนและเงินร้อนๆลอยออกจากกระเป๋า เรากลับมาทำงานและ ประชุมเรื่องงานกันจนเย็น พวกเรากลับบ้านเริ่มทำอาหาร ผัดผักกระหล่ำ ไส้กรอกทอด ต้มยำปลา และข้าวผัด มาลีโปดูกระฉับกระเฉง มอลลี่เหนื่อยจากการวิ่งเล่นทั้งวัน ลุงมิตรและน้อยเนื้อ นั้งอยู่ด้านหลังควันบุหรี่ ผมนึกถึงภาพพอร์เทรตของโรลอง บาร์ท น้อยเนื้อชอบมาในมาดของนักปรัชญา แก้วและผมง่วงนอนมาก ตาปรือผมหลับไปโดยไม่รู้ตัว น้อยเนื้อเสียสละล้างจานให้ แก้วอุ้มมอลลี่ และ ไปส่งเจนนี่ขึ้นรถแท็กซี่ ยี่ห้อเมเซเดส เบนส์ ใหม่เอี่ยมที่จอดรออยู่หน้าบ้าน เวลาในปารีส ผ่านไปเร็วมาก ผมฝันเป็นภาษาฝรั่งเศส ผมฝันถึงฟรุ๊ต สลัด ชูลี่ชูลี่

24 สิงหาคม 2549
   โลกตอนตื่น : ลุงมิตรมานวดฝ่าเท้าให้ตั้งแต่เช้า ผมนอนคุดคู้อยู่ข้างๆน้อยเนื้อบนพื้นพรมห้องรับแขกบ้านคุณมาลีโป
โลกตอนฝัน : ผมเดินในทุ่งดอกไม้ สบายเท้า ในอากาศอบอุ่น ท้องฟ้าใสสว่าง มีรุ้งฟุ้งประดับขอบฟ้า พลัน มือน้อยๆอ้อมไปกอดกับตัววอลลัส ถ้านึกภาพไม่ออก ตัววอลลัสเป็นสัตว์เลือดอุ่น ที่เก็บสะสมไขมันเป็นงานหลักและเก็บสะสมไขมันเป็นงานอดิเรกด้วย หน้าตาคล้ายๆลูกครึ่งแมวน้ำผสมกับสิงโตทะเลและตุ่นปากเป็ด แต่มีความพิเศษที่มีเขี้ยวยาวๆใหญ่ๆสองข้าง เวลาเคลื่อนที่บนบกใช้กระดึบๆเอา เวลาเคลื่อนที่ในน้ำใช้ทั้งตัวกระดึบในน้ำ แต่ไปได้เร็วกว่าบนบก...
  ผมถูกปลุกโดยการนวดฝ่าเท้า วอลลัสไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วย พวกเรารีบกันมากเพราะตื่นสาย ซาร่าและน้อยเนื้อมีนัดกับน้องแคร์ลที่ตลาด แต่ซาร่าต้องมาส่งเราที่ PDTก่อนจึงทำให้ผิดนัดหนึ่งชั่วโมง เป็นเหตุให้น้องแคร์ลอารมณ์เสียแบบเดียวกับอาภาพร นครสวรรค์ และทำให้ซาร่าเพื่อนของเราต้องร้องไห้เป็นเด็กๆ ซาร่าบอกว่าเหมือนถูกครูตำหนิอย่างแรงสมัยเรียนประถม
การจ่ายตลาดกับข้าวไทย หมดเงินไปกว่า 300 ยูโร ตลอดทั้งวัน แก้ว ลุงมิตรและ ชาล๊อต ช่วยกันติดตั้งงานโดยมี คุณรอน บรรจงมาช่วยสร้าง คุณรอนเป็นช่างผู้ช่วยคนเดียวที่PDTส่งมาช่วยเรา(น่าประทับใจน้ำตาไหลรื้น จริงๆ)แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพของแก้วและน้อยเนื้อทำให้งานดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ลุงมิตร เป็นผู้วางแผนการทั้งหมด เรามีลุงไรน์ฮาร์ด ซึ่งบินมาจากเมืองไทยเพื่องานนี้โดยเฉพาะ หลวงพ่อจารุวรรณโณ เจนนี่มอลลี่ คอยให้กำลังใจ มีน้องแคร์ล ยุยงส่งเสริม มาโกโตะก็มาตั้งแต่เที่ยง ผมกับน้อยเนื้อเริ่มเตรียมอาหารเย็น เมนูวันนี้ประกอบไปด้วย ไข่เจียวหมูสับ ต้มยำไก่ ต้มจืดหมูสับแครอท หมูทอดกระเทียมพริกไทย ผัดผักรวม และ ไก่อบกระปิ สูตรน้อยเนื้อ พวกเราได้ใช้ครัวใหญ่ของร้านอาหาร Tokyo eat ภายใน PDT สนุกมากครับ อุปกรณ์ครบ ทำไปชิมไป เราใช้เวลาตั้งแต่ สี่โมงครึ่งจนถึงทุ่มครึ่ง งานจะเริ่มต้อนสองทุ่มครึ่ง แต่มีคนมายืนออหน้างานกันตั้งแต่ทุ่มครึ่งแล้ว ผมยืนต้อนรับอยู่ด้านหน้า น้อยเนื้อดูแลคอมพิวเตอร์ ลุงมิตรหายตัว แก้วไปกับซาร่า สถานการณ์เขม็งเกรียวก็ตอนที่น้องแคร์ลมาบอกว่าไม่อยากให้ถอดรองเท้า เราต่อรองเรื่องนี้มาตั้งแต่การประชุมครั้งแรก แต่น้องแคร์ลก็ยังไม่อยากให้ถอด กลัวคนจะไม่ถอดกัน กลัวเสี้ยนตำ กลัวรองเท้าหาย ผมบอกว่าจะรับผิดชอบเอง ผมเขียนป้ายบอกเอาไว้ว่า “กรุณาถอดรองเท้า” และคนแรกที่ถอดรองเท้าเดินเข้ามาคือ คุณอากิโกะ มิกิ(คิวเรเตอร์ของนิทรรศการ) น้องแคร์ลเป่าปากปุ๊ดๆ ตามความเคยชิน ซึ่งภาษากายแบบนี้ แปลว่า “แล้วแต่คุณละกัน”(เรื่องของมึง) เธอวิ่งไปตามหาลุงมิตร ก็โดนลุงมิตรตะโกนบอกว่ายังไม่ถึงเวลาซึ่งก็จริง น้องแคร์ลช่างน่าสงสาร เรื่องการถอดรองเท้า เราเข้าใจว่าฝรั่งไม่ถอดรองเท้ากันแม้แต่ในบ้าน แต่เรามีเหตุผลสองข้อ ข้อแรก ที่มูลนิธิที่นาเราถอดรองเท้าคุยกันเป็นปกติ การถอดรองเท้าเป็นบรรยากาศของพวกเรา ข้อที่สองการถอดรองเท้าทำให้เราเท่าเทียม อย่างน้อยๆเราก็เท้าเปล่าเหมือนกัน เราเป็นมนุษย์เหมือนกัน ไม่มีใครขาว ไม่มีดำ ไม่มีโง่ หรือฉลาด มีแค่ความเป็นคนที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ล้วนเกิด แก่ เจ็บตาย ในศาสนาอิสลามสอนว่า คนทุกคนคือคนๆเดียวกัน ในศาสนาคริสต์สอนว่าจงรักเพื่อนบ้านเหมือนกับรักตัวเอง  แม้การถอดรองเท้าจะเป็นเพียงสัญลักษณ์ในเรื่องนี้ แต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมผ่านการปฏิบัติ เราอยากให้ทุกคนนั่งพื้นด้วย แต่สถานที่คับแคบไม่เพียงพอสำหรับคนสองสามร้อยคนที่จะนั่งพื้นคุยกันได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องสากล เรื่องความปลอดภัยจากการไม่ใส่รองเท้านั้นมีแน่นอน เราเข้าใจความรับผิดชอบของน้องแคร์ล แต่เราก็ต้องยืนยันในความคิดเพื่อจะให้น้องแคร์ลรู้จักที่จะยืดหยุ่นในบางครั้ง ผมโชคดีแค่ไหนไม่รู้ที่ได้เรียนวิชายืดหยุ่นตอนอยู่ม.1 นอกจากสอนม้วนหน้าแล้ว เรายังรู้จักยืดหยุ่น และรับฟังบ้าง แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบ คนสนใจมามากกว่าที่คิด น้องแคร์ลบอกเราว่าเฉลี่ยที่ผ่านมาคนจะมาเพียง 50 คน เราก็วางแผนต้อนรับเพียงแค่ 50 คน คนมามากขึ้นเรื่อยๆ สองร้อย ผมกะด้วยสายตา แก้วบอกว่าซักสามร้อย ลุงมิตรกลับมาทันเวลาพอดี พวกเราเริ่มงานคนเบียดกัน น้องแคร์ลกล่าวแนะนำโครงการ แก้วพูดภาษาฝรั่งเศสตามโพยที่เตรียมไว้ แนะนำมูลนิธิที่นา ลุงมิตรอธิบายโปสเตอร์ ผมคอยดูแลที่ประตู น้าโกมินทร์เล่นดนตรี ทุกอย่างไปได้ดี คืนนี้ tropical night  we lost paradise คนมากันมากจริงๆ จนต้องปิดประตูด้านหน้า มีอีกหลายคนเข้ามาไม่ได้ บรรยากาศครึกครื้นมาก หลังจากการบรรยายสั้นๆภาษาอังกฤษบ้าง ภาษาฝรั่งเศสบ้างโดยเจนนี่และหลวงพ่อจารุวรรณโณ(หลวงพ่อเป็นชาวฝรั่งเศสที่บวชที่เมืองไทย) มีคำถามอีกนิดหน่อยจากผู้ชมก่อนที่พวกเราจะเริ่มแจกอาหารโดยการส่งต่อจากมือสู่มือ เป็นการแบ่งปันกันอย่างแท้จริง สิ่งที่พวกเราพยายามทำคือ การไม่ทำอะไร และปล่อยให้ธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันช่วยจัดสรรสถานการณ์ น้าจิลเบิร์ต แคม จิตรกรชาวลาวก็มาร่วมแสดงสดโดยการวาดรูป สองสามนาที ประกอบเสียงหัวเราะที่ไม่น่ารักของฝรั่งบางคนที่ไม่ชอบน้าจิลเบิร์ต คนทยอยกันกลับ มีคนสนใจมาถามเรื่องเวบไซต์ของที่นาและการหารายได้ของที่นา มาโกโตะไม่อยากจะโชว์ผลงาน ผมเกรงใจมากเพราะเชิญเขามาแล้ว แต่มาโกโตะก็ตัดสินใจอย่างนั้น ลุงมิตรหายตัวไปกับเพื่อน พวกที่เหลือเหนื่อยอ่อนมาก เราชวนเพื่อนๆหลายคนไปที่บ้าน ไม่มีใครว่าง เราเจอคุณชะและพี่อุ๋มอิ๋มพร้อมลูกสาวน้องเต้น ก่อนงานจะเลิกเพียงไม่กี่นาที วันนี้เป็นวันเกิดน้องเต้น พวกเราได้รับอานิสงค์จากวันเกิดเป็นไก่ย่าง ข้าวเหนียว ไส้กรอกเยอรมันและถั่ว เรากลับบ้านแวะซื้อพิซซ่าที่ร้านอิตาเลี่ยนแต่มีกุ๊กเป็นคนจีน ประกอบกับเครื่องดื่มที่ซาร่าเรียกว่าเป็นฉี่ม้า เบียร์ไฮเนเก้น กระป๋องนี้ นี่เอง! คืนนี้พวกเรามีความสุข อบอุ่น อาจจะเป็นเพราะงานเสร็จแล้ว เพื่อนๆมากัน มาโกโตะพูดมากกว่าทุกๆวัน ซาร่าหัวเราะร่าเริง เราได้กินไก่ย่างที่คุณชะและทีมพี่อุ๋มอิ๋มบอกว่าอร่อยที่สุดในปารีส(ไก่ย่างคาร์ฟู ตัวนี้ นี่เอง!) พวกเราอยู่นั่งคุยกันจนดึก คุณมาลีโปก็ร่วมวงด้วย พวกเราได้ลอง pista สีขาวขุ่นกลิ่นเหมือนโป๊ยกั๊กที่ใส่น้ำขาหมู น้อยเนื้อโดนวอดก้าจากโปแลนด์เขาไปสองฝาตาเยิ้ม ผมจำไม่ได้ว่าคุยเรื่องอะไรกันบ้าง เป็นอีกคืนที่ผมไม่รู้ว่าผมหลับไปตอนไหน 

25 สิงหาคม 2549
    เช้าวันนี้ไม่มีความฝันเหมือนทุกวัน ผมนอนหลับไปแค่เพียงไม่นานแต่กลับรู้สึกสดชื่น หลังกาแฟแก้วเล็กที่โต๊ะกลมๆ บ้านคุณมาลีโป ไม่กว้างมากแต่มีเทคโนโลยีโต๊ะกลม ซึ่งทำให้คนมานั่งร่วมกันและเปิดใจ พวกเราไม่รีบเพราะคิดว่าการเก็บงานไม่ยากและใช้เวลาไม่มาก 11: 00 น. เราเดินทางมาอยู่ที่ PDTลุงมิตรนั่งเก็บงานจิตรกรรมอยู่ก่อนแล้ว งานถูกรื้อถอนจนเกือบหมด เราใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงในการทำงานทั้งหมดจนเรียบร้อย ผมกับน้อยเนื้อเอาน้ำขิงไปมอบให้อากิโกะ มิกิ ทุกอย่างไปได้ดี วันนี้น้องแคร์ลทำตัวน่ารักกว่าทุกวัน ตอนบ่ายเรารอพบคุณชะและคุณเก้า ทั้งสองคนพาคณะของเราไปดูสถานที่แสดงงาน Thai Art Fest ในเดือนหน้า ก่อนจะแยกกันไปทำงานตอนบ่าย เราพบลุงไรน์ฮาร์ดโดยบังเอิญ ลุงกำลังรีบไปขึ้นเครื่องบินไปอังกฤษ ดูเหมือนทุกๆคนเริ่มเข้าที่เข้าทาง คือเริ่มรีบร้อนเรื่องโน้นเรื่องนี้ เป็นปกติ ผมน้อยเนื้อแก้วซาร่าและมาโกโตะ เข้าไปนั่งในร้านอาหารตะวันออกกลาง อาหารจานใหญ่มาก ใหญ่จนน้อยเนื้อบ่นว่ามากเกินไป(คิดดูเอาเองละกัน) เนื้อแกะ มันทอด ขนมปัง สลัดผัก 6 ยูโร อิ่มจนเดินแทบไม่ไหว แต่ก็เดินกันต่อจุดหมายคือไปปิรามิดที่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ เราเดินมาถึงโดยการนำของมาโกโตะ เราใช้เวลามากในการนั่งพักและดูหญิง ก่อนจะลงเมโทรไปมองมาร์ต ก็แค่อยากดูทิวทัศน์ปารีสพวกเราไปเร็วมาเร็วเหมือนสายลม เราได้เห็นร้านกาแฟของ Amlie Poulain ได้เห็นกังหันมูแรง รูจ เราไปกันทั่วด้วยการเดิน ผมมาโกโตะและแก้วแยกกับซาร่าน้อยเนื้อไปเก็บของที่PDT เราเจอลุงมิตร เจนนี่มอลลี่และลุงอาคิมเพื่อนลุงมิตร กำลังเก็บของกันอยู่ น้อยเนื้อซาร่าไปทำอาหารรอที่บ้าน วันนี้เป็นวันเกิดเจนนี่ แต่เจนนี่ไม่ค่อยมีความสุข ผมไม่รู้เหตุผลและไม่อยากจะรู้ ผมแก้วมาโกโตะและลุงมิตรกลับบ้านพร้อมงานศิลปะเต็มหลังรถแท็กซี่ คืนนี้ที่บ้านมีชาล๊อต คุณเก้า มาโกโตะเป็นแขกของเรา อาหารอร่อย เครื่องดื่มทำให้สดชื่น เวลาผ่านไปเร็วเหมือนเคยที่ปารีส เป็นคืนที่มาโกโตะพูดมากกว่าทุกๆวัน

26 สิงหาคม 2549
   เราเดินทางกลับกันวันนี้ ซาร่าซ้อมร้องไห้ตั้งแต่เมื่อวาน ผมทบทวนและพบว่า แก้วเป็นผู้นำที่ดี มีความเสียสละ และใจเย็นมากกว่าแก้วคนก่อนๆที่ผมรู้จักมาก น้อยเนื้อน่ารัก ร่าเริง แต่ก็ยังคงคุณภาพการเป็นนักคิดที่มีมุมมองน่าสนใจ เจนนี่อ่อนไหว มอลลี่ซุกซน ลุงไรน์ฮาร์ดก็สงสารนายกรักษาการณ์เหมือนกับพวกเรา เพราะเขาหน้าเหลี่ยม รวย และเครียด หลวงพ่อจารุวรรณโณ เป็นพระผมรู้สึกอย่างรุนแรงว่าท่านเป็นพระ เป็นพระแน่ๆ มาโกโตะ ก็แสดงถึงมิตรภาพโดยไม่จำเป็นต้องพูดอะไร(เออ...กูเข้าใจ) คุณป้ามาลีโป ชอบศิลปะมาก มีรสนิยม ไม่ยอมให้อายุมาทำลายพลังชีวิตที่สดใส เป็นคนใจกว้างและน่าเลื่อมใส ชาล็อต เข้มแข็งทำงานได้เหมือนผู้ชายแต่ลองมองตาเขาสิ คุณจะรู้จักว่าผู้หญิงเป็นอย่างไร ซาร่าเป็นชาวเบลเยี่ยมที่ผมคิดว่าเธอเป็นคนไทยไปแล้ว น้าโกมินทร์ชอบเพลงไทย อ๊อด คีรีบูน ไปจนถึงเสก โลโซ ลุงมิตร ชอบยั่วยุแต่ในขณะเดียวกัน ลุงมิตรก็ปล่อยวาง รับฟัง แก้ปัญหาและตัดสินใจได้ดีด้วยประสบการณ์ ผมไม่รู้จะอธิบายความเป็นลุงมิตรได้อย่างไร ยากมาก แปลกมาก เอาเป็นว่ามีอานุภาพก็แล้วกัน ทีมงานสถานทูตไทยทำให้ผมเคลิบเคลิ้ม คนสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดถึงคือ น้องแคร์ล ผมสงสารเธอจริงๆที่ต้องเหนื่อยหน่ายกับพวกเรา แม้เธอจะดุและแข็งกร้าวแต่ผมรู้ว่าลึกๆเธอต้องการคนดูแลและเธออ่อนแอ ผมเรียนรู้เรื่องการทำงาน การประนีประนอม การรับฟัง การไม่โกรธและต้องโกรธในบางครั้ง ประสบการณ์ที่ปารีสทำเอาผมน่องโป่ง ผมรู้สึกดีที่ได้มาเมืองแสนโรแมนติกนี้แม้จะมีเวลาพักผ่อนน้อยแต่ก็สนุก การทำงานร่วมกันครั้งนี้ ทำให้ผมเข้าใจมูลนิธิที่นามากยิ่งขึ้น ได้รับรู้มุมมองของผู้อื่น
“ที่นา” เป็นโครงการทดลอง ยังไม่มีอะไรสำเร็จ คนทำงานที่นี่ไม่มีใครสมบูรณ์พร้อม ทุกคนมีปัญหา เราแบ่งปันปัญหา สิ่งที่ทำให้ที่นาเป็นชุมชนที่น่าสนใจคือทัศนคติและความจริงใจ ไม่ใช่ความฉลาดของใคร มีหลายคนถามถึงเรื่องเงินทุน ถ้าผมจะตอบคำถามแทนที่นา ผมอยากจะบอกว่า เราก็ใช้เงินเหมือนกับท่าน เราก็พยายามจะหาเงิน ไม่เคยปฏิเสธเงิน แต่เราจะไม่ยอมตกเป็นทาสเงิน สำหรับผมมันแปลกมาก พวกเรามาปารีสโดยมีเงินติดตัวกันมาเพียงแค่ 25 ยูโร ต่อคน เราได้เงินจากPDT อีกคนละ 150 ยูโรในอีกสามวันต่อมา ตลอดช่วงระยะเวลาในการอยู่ปารีสเราได้รับความเอื้อเฟื้อ เราพักฟรีที่บ้านป้ามาลีโป น้าโกมินทร์ไปรับเราที่สนามบิน เราทำอาหารกินกันเอง ลุงมิตร แก้ว น้อยเนื้อมีเงินให้ขอทาน คนไร้บ้านในเมโทร เกือบทุกวัน ผมเชื่อว่าขอทานเหล่านั้นไม่ได้จนไปกว่าพวกเราเลย ผมไม่รู้จะอธิบายประสบการณ์นี้อย่างไร มันเป็นเรื่องใจล้วนๆ ผมไม่รู้ว่าทิศทางของมูลนิธิที่นาจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ผมเชื่อว่า หัวใจของการแบ่งปันจะนำพวกเราไปที่ที่ควรไป ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ

ปารีสเต็มไปด้วยความทรงจำ นกพิราบยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างปลอดภัย เราจากเมืองใหญ่ที่แสนโรแมนติกเพื่อเริ่มวันใหม่ที่ไม่ไกลจากหัวใจเราเอง.

อังกฤษ อัจฉริยโสภณ
เชียงใหม่
27 สิงหาคม 2549

Journey Report
The land presentation for Topical Végetal Lost in the Paradise
At Plalais de Tokyo, Paris, France
Duration 20 – 27 August 2006
By representatives of the land foundation:
Mr. Mit Jai-Inn
Mr. Angkrit Ajchariyasopkon
Mr. Jirasak Saengpolsith
Mr. Praphonsak La-or

August 20th, 2006
We started our journey from Chiang Mai International Airport at 8.40 p.m.  No problems. Except that Mr. Praphonsak La-or or Noi-neur, our friend was investigated because his name was identically like an international criminal. Actually it is not only his name but also his date of birth. But Praphonsak is not a criminal. Truth is still the truth. We went through police checkpoint disorderly. We arrived at Don Muang Airport (Bangkok International Airport, Thailand) around 10.00 p.m. and further travel with Thai Airways to Paris. France at 11 p.m. We arrived at Paris Charles de Gaulle International Airport (CDG) France. The trip went so smooth like silk. Thin taste of coffee and two meals on the flight cheered our morning up. CDG Airport was very busy even though it was in the morning. Escalators here reminded us about Sci-fi film in 70’s. The airport is restricted and inconvenient.  But one noticeable good thing is air-conditioning pipe. Have a good look it is quite smart!

August 21st, 2006
Mr. Kominh. Laotian artist , our uncle-like -  friend comparable to our uncle’s age and Sarah, our junior friend from Belgium, came to pick us up at the airport, were waiting for us already at 6.00 a.m. we went to town by Kominh’s car to our accommodation at Rue Étienne Marcel which is where our aunt-like- friend Marie-Poule  house located. Her house is on 5 stories high building. We have to climb up the stairs for 85 steps. This narrow staircase gave us an opportunity to exercise everyday. We would like to thank you for this.  Our accommodation is about 3 minutes (Walking leisurely with our swell out calf) from Centre Pompidou. Around there was a market and sex shops.  The same afternoon we went to Palais de Tokyo (PdT) to look at the space. Without any delay we had a meeting with Claire (Claire Stabler, curator). Nora serviced us by bringing us small cups of illy coffee. Later in the afternoon we went to the Royal Thai Embassy in Paris top report ourselves. There we met Khun Oh, Khun O-rod, Khun Neng, Khun Kao and the vice ambassador. They were kindly invited us to a luxurious lounge and provided us orange juice. We saw painting, painted by national artist Ajarn Chakrapan Posayakrit, in 1966. It is a painting of His Majesty the King and Her Majesty the Queen of the Kingdom of Thailand. I though, no matter how far the distance, Thai always feel warm under kingly protection. After PR our activities, we said good bye and went back on direction of our accommodation. We looked for a place to buy bread, cheese and ham. Then we went to the front of Center George Pompidou. It rained lightly. Wanderer played saxophone. The sky illustrated in grayish blue. Grey pigeon scrambled for small pieces of bread. They did not care for yellow Asian Homo Sapiens. One of us said something about deep-fired bide with garlic and pepper. Noticing looked into his eye, I found him intended so.

August 22nd, 2006
It was a tiring morning and exhausted from wandering around under the rain yesterday. We slept at a living room of Marie-Poule. We did not sleep well because of the cold night. But with Marie-Poule ‘s warm generosity, cold air in the room became cozy and warm like morning sun in the tropical.  We came with metro; only two transfers from Étienne Marcel , changed at Strasbourg Saint-Danis Station and had a long trip to Alma-Marceau station. Sarah has been very helpful with traveling. To me, Paris seems to like other big city in this world where it is full of people and business.  The charming thing about Paris is a variety of nationalities is welcomed to manifest themselves. Ideal world could be recognized in the metro. I got acquainted familiarly with urine smell of the tramps under the metro. We met other friends at PdT.  Nong Tong, a Thai student who studies design here, intended to come and help us.  After we shared a simple lunch, we started our work and prepared the site at the workshop at the basement.  The building here is huge.  It has numbers of high wall galleries. We have been there from noon to eight o’clock at the evening. Wood work, plastic work and paintings were made here. We were not strong because we were exhausted from working the entire day. After work we went for a walk to The Eiffel Tower. These more than 1,300,000 pieces of iron was taken pictures the most in the world. Iron tower is the best memory for Paris. Everyone knows the place, especially in the summer like this. It could be reckoned as a center of supposed world and reality world. The stomach croaked. Tough and hard bread with stinking cheese like salted fish were stuffed into our stomach. I thought of the pigeon at Pompidou. We started serious plan about the pigeon.  Our dinner at home was Thai food. It was not the garlic and pepper fired pigeon. But it is a Tom Yum soup with zucchini, with squeezed lemon and big tomatoes. The dinner was quite late. Though we were very tired, we were very happy with the taste. I couldn’t remember when was the last time I had tasted delicious flavor of Tom Yum soup. Suddenly I felt like recalling a former existence; in pervious worlds, we might have been a gang of thieves who did a great robbery together and were very happy while sharing treasure. The pleasure might be similar to sharing Tom Yum in a narrow kitchen at Marie-Poule’s place.

August 23, 2006
It rained slightly. Today, In front of the museum, there was a market. Today is a Wednesday. I was thinking of the Lord Buddha. We started to work after barbecue at noon. Cheese, bagat, sausage and cola went into our tummy. We were at the museum roof top. Number of friends came to visit. We met Makoto, Molly, Jenny, Uncle Reinhart, Khun Kao and Khun Cha. Working today went tranquilly like silk at Bangsai Arts and Crafts Village. It was cold. I felt like sleeping at the Eiffel Tower. I (Angkrit) and Noi-nuer hid and played for time for a coffee after lunch. I had hot chocolate and an apple tart. Makoto and Noi-neur chose to drink espresso. Again for hot coffee that hot money floated away from our pocket. We came back. We worked and had a meeting till late in the evening. We went back home and started cooking. We had stir-fried cauliflower, fired sausage, fish tom yum soup and fried rice. Marie-Poule was dexterous. Molly was very tried from playing and running around all day. Uncle Mit and Noi-neur  sat behind cigarette smoke. I thought of a portrait of Roland Bart. Noi-neur often comes in a philosopher’s look. Kaew and I (Angkrit) were very sleepy. Our eyes were drowsy. I wasn’t aware when I went into sleep.  Noi-neur volunteered himself cleaning the dishes for us. Kaew carried Molly and brought Jenny to a taxi; a brand new Mercedes Benz was waiting in front of the house. Time flied so fast. I dreamed in French. I dreamed of fruit salad Chuli-Chuli.

August 24, 2006
The world when I woke up: Uncle Mit gave me a foot massage early in the morning. I rolled myself up next to Noi-neur, on a carpet on Marie-Paule’s living room.
Dream world: I (Angkrit) walked in a flower field. My feet felt comfortable. Warm air. Bright blue sky.  Rainbow leant across the sky. Suddenly little hand reached out to hug walrus. If you couldn’t think about the walrus : Walrus is a mammal. It mainly keeps fat but also keeps fat as hobby. It looks like a mix of seal, sea lion and a mole. But the special thing about it is its both large long teeth. It uses when move wriggly on ground. When move underwater it wriggles its whole body. It goes faster underwater.
I was wakening up by the foot massage, nothing to do with the walrus. We hurried because we woke up late. Sarah and Noi-neur had an appointment with Clair at a market. But Sarah had to bring us to PdT first. So, she was an hour late. Clair got upset like Ms. Apaporn Nakornsawan. (Apaporn is a Thai country singer. She sings a song called ‘Arom Sea’ means angry or upset.) For that wrong-doing, Sarah had to cry like a child. Sarah felt like when she was at a primary school when her teacher has blamed her terribly.  Shopping at the market for Thai ingredients cost us more than 300 euro. The whole day Kaew, Uncle Mit and Charlotte have installed works, assisted by Mr. Ron. Mr. Ron is the only technician PdT sent to help us. (We had to sob lightly because we were really impressed.) But with Kaew and Noi-neur’s professionalism, the work went pretty well. Uncle Mit had planned the entire plan. Uncle Reinhart flew especially over to visit us on this show. Laung Po (priest) Jaruwanno Jenny and Molly kept us encourage. Claire instigated. Makoto came at noon. I (Angkrit) and Noi-neur started cooking for dinner. Today’s menu was omelet with mince pork, chicken tom yum soup, clear soup with mince port and carrot, pork with garlic and pepper, fried mix vegetables and roast chicken with shrimp paste- Noi-neur’s secret recipe. We were allowed to use the main kitchen in ‘Tokyo eat’, museum restaurant.  It was fun indeed; complete set of kitchen utensils, cooked and tasted. We were busy from 4.30 p.m. to 7.30 p.m. The event was planned to start at 8.30 p.m. But the audiences congregated in front of the hall already from 7.30 p.m. I welcomed people in the front. Noi-neur looked after the computers. Uncle Mit just disappeared. Kaew went away with Sarah.  The situation was getting tensed when Claire came. She didn’t want the audience to take off their shoes. We have already discussed and negotiated this issue at the early state of the meeting. She still persisted so. She was afraid that people would not want to, that people would get hurt from thorns, that shoes would be disappeared, etc. I told her I would be in charge. I wrote a sign “Please take off your shoes”. And the first to enter and took shoes off was Akiko Miki (the exhibition curator).  Claire blew air out of her month with unsatisfying noise and face. We learnt by time that this body language means ‘Whatever, up to you”. She ran out to look for uncle Mit. Uncle Mit shouted back that it was not yet time, which was true. Poor Claire! About taking shoes off, we understand that foreigners do not take off their shoes, even inside their home. But we did have two reasons for asking. First, at the land foundation, we usually take off our shoes and then attend a meeting. Taking shoes off is our atmosphere. Second, taking shoes off make us equal. At least we all have bare feet. We are also human. No matter white or dark, stupid or smart. Only being human who shares suffers, all who are born, old, sick and pass away eventually. Islamic teaching said every man is one.  Christian teaching said to love your neighbor like love yourself. Taking shoes off might just well be a sign for this. But it could be a good start to learn to understand other culture through actual practice. We wish to have everyone sit on the floor too. But the space was very small, not enough for 200-300 people to sit on the floor. This is a big issue and common. Safety from taking shoes off would surely be taken into account. We understood Claire’s responsibility. But we had to insist our idea in the hope that Claire would learn also to be flexible. I didn’t know how lucky I was to have a stretching class at grade 7. Apart from front roll (in Thai also means to turn away one’s face for embarrassment), we also have to learn to be flexible and listen to others. Though it was not perfect, interested people came more than we had expected. Claire informed us earlier that on average 50 people come. So, we planned to welcome only50 people. More people came, more and more. It was 200, my rough guess. Kaew said 300. Uncle Mit came back right on time. We started the program with crowd of people. Claire introduced the project. Kaew welcomed people and told them about the land foundation in French accordingly to the script he has prepared. Uncle Mit presented the poster. I was still guarded at the front door. Kominh played music. Eevrything went well. Tonight, the tropical night, we lost paradise. A lot of people came. So many that we have to close the door. Many people could not enter the space. We had a merry time. People asked some questions after brief presentation, some in English, some in French by Jenny and priest Jaruwano (French who enter priesthood in Thailand). Then we started to serve food. We passed food to each other by hand, a real sharing. What we tried to do was ‘doing nothing’ and ‘let the nature of being together leads the situation’.  Gilbert Cam, Laotian painter also joined our performance by drawing for 2-3 minutes. There was unpleasant laugh of foreigners who didn’t like Gilbert.  People went back one after another. Some came to ask for the land website and resource of our income. Makoto did not want to show his work. I was considerate by his feeling because I did invite him. But he decided not to. Uncle Mit disappeared with his friend. The rest was tried and exhausted. We invited number of friends home. Nobody was free. We met Khun Cha and Khun Um-im with Nong Ten, her daughter, just before the closing a few minutes. Today ia Nong Ten’s birthday. As a merit of her birthday, we had roast chicken, sticky rice, German sausages and beans. We went back home. On the way we bought pizza at an Italian restaurant where the cook is Chinese. We had a drink which Sarah called ‘horse piss’, yes, it was this can of Heineken beer. Tonight we were happy and cozy. It might be because the work was done. Friends came to visit. Makoto talked more than any other days. Sarah laughed cheerfully. We ate roasted chicken which Khun Cha and Khun Um-im told uas it was the best in Paris. (Thatroasted chicken was from Carrefour!) We stayed up till late. Marie-Poule joined us. We tried ‘pista’ turbid white like ‘Poi-gag’ (dry flower) we put in Kha-Moo (pork stew). Noi-neur had vodka from Poland. Just only two small gulp, his eyes looked amorously. I couldn’t remember what we were talking about. It was another night I didn’t know when I felt into sleep.   

August 25, 2006
No dream this morning, unlike the other day. I didn’t sleep that long. But I felt fresh. We had a small cup of coffee at the round table at Marie-Poule’s place. It was not big. But it has round table technology which invites people to sit together and reveal our heart. We were not hurry because we thought dismantling would be that difficult and it shouldn’t take that long. We came to PdT at 11.00. Uncle Mit already sat there collecting his paintings. Most of the work was dismantled. We spent only an hour finishing the rest of the work. I and Noi-neur brought ginger drink to Akiko Miki. Everything went well. Today Claire was sweeter than any other days. At the end of the day we were waiting for Khun Cha and Khun Kao. They brought us to the location of the ‘Thai Art Festival’ next month. Before we left for work, we met Uncle Reinhart coincidently. He hurried to catch his flight to England. It seemed to me that everyone was back to their everyday life again; hurrying this and that as usual. I, Noi-neur, Sarah and Makoto went to Middle-east restaurant. The dish was very big. So big that Noi-neur had to complain ut was too much. (Well, imagine that.) Lamb,  fired potatoes, bread, vegetable salad, all these for  6 euro. We were terrible full that we almost couldn’t walk. However, we were heading to our next destination which was a pyramid in front of the Louvre. We were led by Makoto. We spent a lot of time on sitting there and looking at girls, before getting down to a metro to Montmartre
. We simply just want to see Paris scenery.  We come and go as fast as the wind. We saw a Amelié Poulain’s coffee shop, Moulin Rouge windmill, We went all the way by foot. I, Makoto and Kaew parted from Sarah and Noi-neur, to collect something at PdT.  We met Uncle Mikt, Jenny, Molly and Akim, Uncle Mit’s friend. Noi-neur and Sarah went to cook for us. Today is Jenny’s birthday. But Jenny didn’t look that happy. I did not know why and did not want to know either. I, Kaew, Makoto and Uncle Mit came back home with works of art full in the back of the taxi. Tonight Charlotte, Khun Kao and Makoto came and be our guest.  The food was delicious. The drinks were refreshing. Time went by so fast as usual in Paris.  It was a night that Makoto talked a lot more than other days.

August 26, 2006
We went back home today. Sarah practiced her cry since yesterday. I revised and found that Kaew is a good leader, sacrificial and claming down much more than the one I used to know before. Noi-neur is very sweet, cheerful but he does keep hid qualification in being a thinker with an interesting aspect. Jenny is very sensitive. Molly is naughty / playful. Uncle Reinhart feels merciful for the Act Prime Minister, like all of us. It was because his face is square. He is rich and stressful. Priest Jaruwanno is a priest. It strikes me a lot that he is really a priest. Really a priest. Makoto shows his friendship without saying anything. (Yes, I understand…) Marie-Poule like art very much. She has good taste. She does not let aging to break her cheerful power of life. She is broad-minded and respectful. Charlotte is strong. She works like a man. But look at her eyes; you will know how a woman is. Sarah is Belgium that I think she already become Thai. Kominh loves Thai music; Aod Cereboon till Sek Loso. Uncle Mit likes to instigate but at the same time also let go, listen and good at decision making according to his experience. I do not know how to explain how Uncle Mit is; so complicated, so strange. Well, let say powerful. The team from the Royal Thai Embassy, Paris, fancies me.  The last person I would like to mention is Claire. I feel so sorry for her that she has to be bored because of us.  Though she might look admonitory and harsh, I know deep in her heart, she would like to be taken care of by someone and she is weak. I learn working, compromising, listening, not getting angry and must get angry sometime. The experience I have gained in Paris makes my leg swell up. I feel good to come to this romantic town. Though having very little time to rest, it is fun. This collaboration let me understand the land foundation much more and learn from other’s aspect.
“the land” is an experiment project. Nothing is success. People who work here are not perfect. We all have problems. We share problems. Something that makes the land interesting is attitude and sincerity. Not about one’s brain. Many people asked about the funding. If I would have to answer for the land, I would say we also use money like any of you.  We try to raise fund. We never deny money. But we will never want to be monetary slave. For me it is very peculiar. We came to Paris with only 25 euro each. We got 150 euro three days later from PdT. Throughtout the time we were in Paris we received generousity. We stayed for free at aunti Marie-Paule’s place. Kominh came to pick us up at the airport. We cook by ourselves. Uncle Mit, Kaew and Noi-neur have small money for beggars.  Homeless people stay in the metro everyday. I believe those beggar are not poorer than how we are. I do not know how to explain that experience. It is tuely about heart. I do not know which direction the land will be developed in the future. But I do believe the heart of sharing will lead us to a place where we should be. I do believe so.
Paris is so full of memories. The pigeons still live safely. We left the big romantic city to start our new day where it is not far from our heart.

Angkrit Ajchariyasophon
August 27, 2006

Translated by  Aom

Special thanks to our sponsors
Palais de Tokyo, Paris www.palaisdetokyo.com 

and the Office of Contemporary Arts and Culture, Thailand
www.ocac.co.th

 

 

 


mobile phone