News > International Activities  > 4. 2007, 27-28 April

4. 2007, 27-28 April

บทความนำเสนอใน โครงการ Deus X Historia
หัวข้อสัมมนาThe Embarrassment of Religion in Contemporary Art
จัดโดย Massachusetts Institute of Technology (MIT)
MIT, Boston และ Harvard University’s Center for the Study of World Religions
วันที่ 26 – 28 เมษายน 2550

 

the land

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ ดับไป ยึดมั่นเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายว่างเปล่าไร้แก่นสาร คนเราเกิดมาบนโลกใบนี้เพียงชั่วขณะหนึ่ง แล้วเราก็จะจากไปโดยที่ไม่สามารถนำพาอะไรติดตัวไปได้ด้วยเลย
ในปี 1998 the land เริ่มจากความคิดที่ต้องการให้มีพื้นที่สำหรับพักผ่อน ยามพวกเราแก่ชรา ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบ ในธรรมชาติ พึ่งพาตนเองให้มากที่สุด
จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ นี้ เราได้ซื้อที่นาและเชิญชวนเพื่อน ๆ ที่พวกเราสนิทสนมมาสร้างบ้าน โดยที่เขาทั้งหลายออกค่าใช้จ่ายในการสร้างบ้านเอง โดยที่ไม่ต้องออกค่าที่ดิน จึงเป็นที่มาของความคิดของชุมชนทดลอง ที่ไม่เน้นความเป็นเจ้าของในพื้นที่แห่งนี้ จากความคิดหนึ่งเดินไปสู่อีกความคิดหนึ่ง เรียนรู้จากการกระทำ (Learning by doing) จึงเป็นที่มาของ พื้นที่ของการทดลอง เพื่อทำความเข้าใจ เรียนรู้จักชีวิต สังคม และธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการทำเกษตรกรรมธรรมชาติ การสร้างบ้าน การสร้างพลังงานทางเลือก กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากการที่พยายามทำความเข้าใจในการดำเนินชีวิตตามธรรมชาติ ที่เป็นอิสระจากกระแสบริโภคนิยมหลัก ที่เราเคยชินและเป็นอยู่
จริงแล้ว เราไม่ได้ปฏิเสธวิถีการดำเนินชีวิตกระแสหลัก หรือการใช้ระบบสาธารณูปโภคที่มีอยู่ในสังคม เช่นไฟฟ้า ประปา เราเพียงแต่ต้องการให้เกิดการตระหนักรู้ และใช้ทรัพยากรเหล่านี้เท่าที่จำเป็น ซึ่งถือเป็นการทดลอง เพื่อสร้างสถานการณ์ และพื้นที่ของการสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น และพัฒนาพลังงานทางเลือก ซึ่งนับว่าเป็นหนทางเลือกอีกทางหนึ่ง ซึ่งเรามีความเชื่อบางอย่างว่าน่าจะมีวิถีทางอื่นในการดำรงชีวิต ให้สอดคล้องกับธรรมชาติมากขึ้น
จนบางครั้งหลายกิจกรรมที่เกิดขึ้นจากมุมมองของบุคคลภายนอก ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นจริง ไม่มีประโยชน์ และไม่ประสบความสำเร็จในทางรูปธรรม แต่สิ่งที่พวกเราตระหนัก ให้ความสำคัญมากก็คือ กระบวนการสร้างสรรค์ การเรียนรู้ การแก้ไขปัญหา การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และความคิดเห็น ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่าง ๆ การมีความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม การตั้งคำถาม การหาคำตอบ หรือการพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย เรามีเป้าหมาย แต่ไม่มีการคาดหวังคำตอบที่ชัดเจน ทุกกิจกรรมเป็นการทดลอง และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า พร้อมที่จะเรียนรู้ และยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อที่จะปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ที่ผิดพลาด ไม่มีความถูก ผิด ดี เลว ที่ตายตัว ทุกสิ่งคือ กระบวนการเรียนรู้ เข้าใจ ชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นหนึ่งเดียวกัน เชื่อมโยงสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ทั้งรูปธรรมและนามธรรม เช่น เพราะมีความผิดพลาด เราจึงเข้าใจความถูกต้อง เพราะมีกลางวันจึงทำให้รู้ว่ามีกลางคืน เปรียบเหมือนสองด้านของเหรียญเดียวกัน
ในปี 2004 the land เปลี่ยน มาเป็นมูลนิธิที่นา (the land foundation) เพราะเราต้องการให้ทุกคนมีส่วนร่วมมากขึ้น ในการใช้พื้นที่นี้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และธรรมชาติ ไม่ให้ยึดติดกับตัวบุคคล ความเป็นเจ้าของ และมีความต้องการให้แนวคิดนี้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ บนพื้นฐานความคิดที่ว่า คุณค่าที่แท้จริงของชีวิต คือเสรีภาพในการแสดงออก สังคมที่ดีคือสังคมที่เกื้อหนุน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จากความเชื่อนี้จึงเกิดแนวความคิดปรัชญาพื้นฐาน (Principles) อันเป็นวัตถุประสงค์หลักของมูลนิธิที่นา

  1. ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมงานด้านเกษตรกรรมธรรมชาติ
  2. ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมงานด้านการศึกษาตัวเองด้วยเทคนิควิปัสสนา
  3. ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมงานด้านศิลปวัฒนธรรม

การพึ่งตนเอง (Self-sustainable) เสรีภาพในการแสดงออก เป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของการมีชีวิตอยู่ เสรีภาพจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อชีวิตมีปัจจัยพื้นฐาน อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค บนพื้นฐานของวิถีชีวิตในสังคมปัจจุบัน คนเราพึ่งพาเศรษฐกิจภายนอก ระบบบริโภคนิยม การแข่งขันสูง และมุ่งเน้นผลประโยชน์ส่วนตน ตัวอย่างเช่น การทำเกษตรกรรม ที่มุ่งเน้นผลผลิตในเชิงอุตสาหกรรม การใช้สารเคมีต่าง ๆ การตัดต่อพันธุกรรม โดยมิได้ตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศวิทยา ต้องมุ่งที่จะหาเงิน และความสะดวกสบายทางกาย เพื่อการดำรงชีพ ทำให้คนเราออกห่างจากตัวเอง จนเราขาดเสรีภาพในการดำเนินชีวิต เพราะเราต้องขึ้นอยู่กับระบบ และปัจจัยภายนอก ซึ่งเป็นเหตุผลเบื้องต้นที่ทำให้มูลนิธิเห็นความสำคัญในการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง ด้วยการพึ่งตนเองให้มากที่สุด และส่งเสริมกิจกรรมงานด้านเกษตรกรรมธรรมชาติ เพื่อเป็นการฟื้นฟูวิถีธรรมชาติ
การตระหนักรู้คุณค่าตนเอง (Self-control) บางครั้งเมื่อเรามีเสรีภาพในการแสดงออกมากเกินไปก็อาจจะทำให้เราหลงลืมตนที่จะตระหนักถึงเสรีภาพของผู้อื่นในการอยู่ร่วมกัน สังคมที่สมบูรณ์ต้องประกอบไปด้วยการแบ่งปัน การเกื้อหนุน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และจะต้องเคารพสิทธิส่วนบุคคล สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ ถ้าแต่ละบุคคลในสังคมไม่มีความเข้าใจคุณค่าที่แท้จริงที่มีต่อตนเอง และผู้อื่น กระบวนการวิปัสสนาทำให้เราสามารถเข้าใจถึงเหตุปัจจัยของการดำรงอยู่ และคุณค่าภายในตน เมื่อเรามีความเคารพ และเข้าใจถึงคุณค่าที่มีอยู่ในตน สิ่งนี้จะทำให้เกิดความอ่อนน้อมถ่อมตน ยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และจะทำให้เราเคารพในคุณค่าของผู้อื่น
ศิลปวัฒนธรรมคือ การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ (Dialogue) การสร้างสรรค์คือหัวใจของการพัฒนาสังคม การสร้างสรรค์ที่สมบูรณ์ควรมีเสรีภาพในการแสดงออก และตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตที่มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติ การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เกิดจากการรับฟัง การแลกเปลี่ยนข้อมูล และความเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง จึงทำให้เกิดการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ศิลปวัฒนธรรม เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และการสร้างสรรค์ของสังคม ที่ทำให้เกิดการพัฒนาการทางสังคมจากอดีตสู่ปัจจุบัน และจากปัจจุบันสู่อนาคต
ณ ปัจจุบัน (ปี 2006) การจัดการ การบริหารองค์กร เป็นไปในรูปแบบคณะกรรมการมูลนิธิ การดำเนินกิจกรรมเป็นไปด้วยเสียงส่วนมาก ฉะนั้นแนวความคิดพื้นฐานของมูลนิธิก็อาจเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ ซึ่งก็คือศิลปินรุ่นใหม่ และนักวัฒนธรรมรุ่นใหม่ ที่เข้ามาบริหารองค์กร ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นี้คือกฎธรรมชาติ

6/12/2549

 

Nothing in this world is everlasting; it begins and, inevitably, ends. By realizing that, we know that holding on to things brings nothing but trauma. We are born to this world for a moment and, alas, leave without taking anything with us.

In 1998, The Land began with a small seminal idea: we wanted to find a place where we could live our twilight years in peace, self-sustained in harmony with nature. Consequently, we started buying a small farmland and invited our close friends to come and "build" their own houses as they liked. The overarching idea was that no one would own the property -- we provided the land, with the aim to build an experimental community based on exchanges of thoughts and fluidity of communal activities. "Learning by doing" was the keyword. Friends came here to comprehend their own community, to know themselves, to understand nature. All of the activities provided here were natural to the core, i.e. experimenting with non-chemical agriculture, inventing alternative energy. Our aim was to understand our nature and live our lives on its basis, breaking free from the constraints of capitalist and consumerism currents.

This might sound radical, but we in fact do not reject the mainstream – we use public facilities and rely on their infrastructure. We just want to give a moment of realization to ourselves that we should consume public energy only as needed. We experiment by creating a circumstance in which we sustain our lives without any of them. We believe that creativity and development can emerge from the circumstances we make – the intimate condition of a human's life that belongs to nature.

What we do has been criticized by the outsiders as idealist and, somehow, "useless." Nevertheless, what we foster here are creativity, learning process, passive problem solving, cultural exchange, and honoring different opinions from our participants. The core idea of what we do lies deeply in the way people "ask" questions, which reflects upon the substance of nature on how they "answer" – whether or not they believe in the answer they find. What is important to us is the way in which they try to cope with a disagreement. We certainly "do" have goals; but we do not have expectations for a particular answer. Everything is experimental. We seek to understand the way we can learn from solving circumstantial problems, accepting the results, and learning to improve. There is no "fixed" equation so to speak – everything is a learning process. Everything is inter-connected, including abstraction and concretion. One will not learn the correctness without experiencing the wrongness. We only realize that day time exists because of the night time: coin has two sides.

We became Mulanithi Teena or "The Land Foundation" in 2004 because we wanted our activities to reach the larger public in bringing the understanding of how to productively use the land to benefit our society and nature. Neither individual nor ownership was important. We based our concept on the belief that the real value of life is our freedom of representation. A good society is the one where everyone helps each other. Our principles are:

  1. Encouraging activities supportive to the natural agriculture;
  2. Supporting education activities on the basis of Vipasana (meditation) and;
  3. Steering cultural and artistic activities

Both self-sustainability and freedom of representation are at the heart of our living. Freedom is only complete when we have basic life-sustaining factors: food, clothes, shelter, and medicine. Today, we base our social life on the external economy, consumerism, and the competition which de facto only aim for an individual's benefit, rather than the society as a whole. For instance, what are the effects of industrialized agriculture, and the massive chemical use in the genetic mutation processes? Has anyone thought about the impact of these on the natural environment of which we are all a part? The more we aim to sustain our lives by means of money and these external methods, the further away we are from knowing and being ourselves – everything we do relies on the system and external factors, in which we can neither thoroughly imbedded, nor control. We seek to exemplify self-sustainable life and revitalize the way in which we can be part of nature.

Furthermore, we seek to understand the matter of "self-control." Usually, when freedom is given to us in an absolute form, we tend to forget about others' liberties insofar as the society needs them to remain peacefully operational. The complete society needs a full course of sharing, helping, and respecting each other; none of these can happen without the true understanding of self-control and the equality of everyone. Vipasana, a traditional mediation, makes us understand the reasons for living, the internal value of ourselves. When we learn to respect these, we will become humble and open to different thoughts, and, finally respect others' value.

Art and culture is a creative dialogue. Creativity is by all means paramount to societal development. The fulfilled creativity entails freedom of self-representation and the realization of life vis-ŕ-vis the bonded relationship with nature. Having said that, creative dialogue needs the critical contributions of everyone's ideas and their exchange values, which will spur us along with consistent learning. Art and culture is a tool for communication, which facilitate the moving from the past to the present, and to a sustainable future.

Today, the organization has become foundation-based managed democratically by a select committee. There are some changes we have made now and then to improve our foundation's programs. The newer generation of artists and cultural activists has played more and more pivotal roles. Consistent change leads to progress, by which is the law of nature we all abide.

 


mobile phone